Diary

เกริ่นก่อนว่า TUTV ไม่ใช่กลุ่มชุมนุมหรือชมรมของนักศึกษา หากแต่เป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงจากฝ่ายประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีหน้าที่หลักในการรับผิดชอบ/จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยในรูปแบบวิดีโอ นำฉายทางโทรทัศน์ซึ่งมีติดตั้งอยู่ตามบริเวณโรงอาหาร อาคารเรียน ฯลฯ ทั่วทั้งมธ. จุดประสงค์คือเพื่อให้นักศึกษา/บุคลากรประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้รับรู้ข่าวคราวภายในรั้วเหลืองแดง ทั้งกิจกรรมต่างๆ และงานวิชาการอีกมากมาย โดยรับชมผ่านทางโทรทัศน์ทั่วทั้งมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังสามารถดูออนไลน์ผ่านทาง youtube ซึ่งนับเป็นอีกช่องทางสำหรับรับชมรายการย้อนหลังได้ การเข้าร่วมงานกับ TUTV นั้นต้องผ่านการคัดเลือกเข้ามาทุกคน โดยจะรับนักศึกษามธ.ที่มีความสนใจและมีพื้นฐานมาพอสมควร เพื่อไปทำงานจริง ดังนั้น ไม่ใช่ใครๆก็เป็นได้ ดังนั้นสมาชิก TUTV จึงมาจากหลากหลายคณะ ซึ่งทำให้เราได้เปิดมุมมองการติดต่อกับเพื่อนคณะต่างๆ สำหรับทีมงาน TUTV นั้นเราแบ่งออกเป็นฝ่ายย่อยต่างๆ เน้นทำงานที่ตนชอบและถนัด เพื่อให้เกิดเป็นรายการทีวีจากฝีมือของพวกเราร่วมกัน เช่น ฝ่ายพิธีกร ฝ่ายโปรดักชั่น เป็นต้น (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TUTV คลิกอ่านเอาได้ในแฟนเพจตามที่ทำลิงก์ไว้ให้นะ) Embarassed
 
เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยดีกว่า ... วัฒนธรรมองค์กร TUTV มีหลายอย่างที่น่าสนใจ อันดับแรก คือ "การขอบคุณกันและกันหลังเสร็จงาน” เช่น วันนี้ผมไปเป็นตากล้อง ตามกดถ่ายรูปแชะๆ หลังกินข้าวด้วยกัน เขาก็ยกมือไหว้ขอบคุณเรา เราก็บอกเขาว่าวันนี้เขาทำดีในจุดไหน ไม่ว่าตำแหน่งของคุณจะเหนื่อยน้อยที่สุดหรือหนักสุดในกอง เราเห็นคุณค่าของหน้าที่เท่ากันหมด
 
ปกติแล้วเรามีการนัดประชุมกัน เพื่อติชมบุคคล ในทีมงานด้วยกันเองนี่แหละ ซึ่งถ้าใครรู้ตัวว่างานที่ผ่านมาได้ทำอะไรผิดไว้ก็เตรียมใจรับคำด่าอันเกิดจากผลของควาบกพร่องของคุณได้เลย เราจะไม่มีการด่ากันลับหลัง ถ้าหากไม่พอใจใคร สามารถพ่นออกมาในที่ประชุมให้หมด ถ้าหากมั่นใจว่าไม่ได้ผิดเดี๋ยวมีคนกป้องให้เอง แต่ถ้าผิดจริงก็รับประกันเลยว่าเดี๋ยวทุกคนก็จะร่วมกันถล่มจนแทบมุดโต๊ะไปเลย (เว่อร์ไปไหม ฮา)
 
พอประชุมเสร็จเรียบร้อยก็มักจะต่อด้วยการนัดกินข้าวร่วมกัน โดยเมื่อออกจากห้องประชุมแล้ว ทุกคนก็จะคิดเหมือนกันว่า “เราคือคนใหม่ที่ได้รับ feedback พฤติกรรมในอดีตของตัวเองแล้ว" ดังนั้นเราไม่มาโกรธกันในเรื่องที่ถูกด่าในห้องเมื่อกี้ จบแค่นั้น โดยเราเลือกที่จะปรับปรุงตัวเอง พัฒนาตามคำชี้แนะของเพื่อนๆ เพื่อให้งานส่วนรวมมันออกมาดีขึ้นในคราวต่อๆ ไป
 
มีสิ่งหนึ่งที่เราคิดเหมือนกันอีกอย่างคือ เราไม่ได้ทำงานเพื่อตนเอง แต่เรามาทำงานนี้เพื่อภาพลักษณ์องค์กร ซึ่งก็คือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันเป็นที่รัก … ด้วยเหตุนี้ที่เราได้มาทำงานร่วมกันนั้น ก็เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่มันลงล็อคขบกันให้เครื่องจักรเดินอยู่ตลอด ไม่ว่าเครื่องจักรที่ชื่อ TUTV ตัวนี้จะขาดเฟืองตัวเล็กตัวน้อยไป หรือขาดเฟืองขนาดยักษ์ไป “ไม่ว่าจะเป็นเฟืองตัวใดตัวนึงที่เสียหายไป มันก็ไม่ใช่องค์กรที่ดำเนินมาได้ถึงทุกวันนี้”
 
เราตระหนักตลอดว่า "ทุกคนในองค์กร คือคนสำคัญ" แม้หน้าที่ใครจะดูเล็กจิ๋ว (ในมุมมองคนทั่วไป) เช่น แค่เสิร์ฟน้ำให้แขก จัดซุ้มให้สวย เป็นต้น หรือหน้าที่ที่แลดูหนักอึ้งอย่างคนที่เป็นเหรัญญิก ครีเอทีฟ พิธีกร ช่างภาพ ตัดต่อ ฯลฯ แต่จริงๆ แล้ว ผลงานทั้งหมดของเรา …. เราขาดใครไปไม่ได้เลยครับ …. และประเด็นสำคัญคือเราไม่ดูถูกงานของคนอื่น มีแต่จะชื่นชม เนื่องด้วยแต่ละงานล้วนมีความยากของมันอยู่ในตัวครับ
 
ผมเคยกล่าวว่า “งานทุกงาน มีคนเหนื่อยที่สุดเสมอ... แต่คนที่ไม่สังเกตก็จะไม่รู้หรอก” 
หรือจะให้พูดกันตรงๆ ก็คือ “มนุษย์มักคิดไปก่อนแล้วว่าตัวเองทำงานเหนื่อยมากกว่าคนอื่น”
 
ที่นี่ ผู้หญิงช่วยผู้ชายยกโต๊ะได้ แบกของหนักๆ ได้ ไม่มีใครเกี่ยงหน้าที่กันเลยแม้แต่นิดเดียว และที่นี่ไม่มีคำว่า “กูไม่ทำ เพราะนั่นมันงานของเขาที่ต้องมาทำ” …. ที่บอกว่าไม่มีประโยคนี้หลุดออกมาแน่นอน ก็เพราะไม่มีใครคิดแบบนี้อยู่แล้วนั่นเอง ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้ว  เช่น บางงาน พิธีกรยังต้องมาช่วยเป็นตากล้องเลย แต่ทั้งนี้เพราะเราได้รับการสอน “ให้รู้จักงานของผู้อื่นด้วย” ไม่ได้เรียนรู้งานของตัวเอง ดังนั้นผมว่านี่แหละ ที่ทำให้เราจะเข้าใจกันและกันมากเลยทีเดียว
 
ถ้าเราต่างไปยึดติดว่า หน้าที่กูเหนื่อยที่สุดเลยนะ และไปอันธพาลใส่คนที่เราคิดว่า 'เขาคงเหนื่อยน้อยกว่า’ เมื่อใดองค์กรเกิดอคติเช่นนี้ และทุกคนคอยแต่จะกระแนะกระแหนกันแบบนี้ ผมคิดว่าอีกไม่นานก็ "เละ" เพราะองค์กรจะเริ่มมีกลิ่นมาม่าปะทุโชยมา ดังนั้นการเปิดอกคุย เคลียร์กัน การมีทัศนคติที่ดีต่องานตนเอง และงานของคนอื่น นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
 
ส่วนตัวผมเอง มีมุมมองว่า "หน้าที่ที่ผมทำอาจจะไม่เหมาะกับอีกคนนึงเลย ฉะนั้น ใครถนัดอย่างไหนก็ให้เขาทำอย่างนั้นไป ไม่ควรเอาบรรทัดฐานของตนไปตัดสินเหมารวมเขาว่าได้ทำงานสบายกว่า” 
 
อีกประการหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ถึงแม้เราจะมีระบบ “รุ่น” (gen) อยู่ในองค์กร แต่เราทำงานกันแบบเพื่อนสอนเพื่อน มีอะไรก็บอกกันหมด ทุกวันนี้ เวลาที่เราใส่เสื้อองค์กรก็รู้สึกภูมิใจ รู้สึกอุ่นใจที่เราได้อยู่ตรงนี้ หรือถ้าวันใดได้ใส่เสื้อแบบอื่นแล้วมาเจอกัน เราก็ยังรู้สึกว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ
 
ผมว่านี่แหละ คือ การสื่อสารในองค์กรแบบ Two way communication ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ …. ยิ่งเรียนจิตวิทยามาแล้วจะเข้าใจแจ่มชัดเลยว่า "การสื่อสาร" สำคัญต่อความสัมพันธ์และงานอย่างยิ่งเลยทีเดียว และนี่แหละคือสิ่งที่ผมได้เต็มๆ ...
 
 
Cool










05:00 Just a Good Morning in Winter

posted on 14 Oct 2012 13:00 by folkswaken in Diary directory Fiction, Diary, Idea

 

:):))

 

เช้านี้เป็นเช้าที่วิเศษมาก ๆ ^^

อาจเป็นไปได้ว่าตัวผมไม่ได้แหกตาตื่นขึ้นมาเช้า ๆ แบบนี้มานานมาก

อันที่จริงแล้วผมก็เป็นคนชอบตื่นเช้านะ แต่เนื่องจากพักนี้อากาศเย็น ๆ มันน่านอนดี

ความขี้เกียจมันสั่งการสมองให้คิดว่า เอาน่า ขอนอนกอดหมอนข้างแน่น ๆ ให้อุ่นกายอีกนิดน่ะ 

อ้าว! ตื่นมาอีกทีก็สายโด่งแล้ว มันเป็นเช่นนี้ประจำ ... 

 

 

จนวันนี้ผมถึงคิดได้ว่า บางครั้งการที่เราตื่นเช้าเนี่ยเราได้อะไรกลับมาเยอะเลยล่ะ ,,

 

 

เช้านี้ ผมลืมตาตื่นขึ้นมา มองนาฬิกาโทสับก็ตีห้าพอดี

ผมลุกจากที่นอนด้วยความสงสัยในสภาพอากาศภายนอก

เสียงลมหวิว ๆ ที่มันปะทะกับกระจกดังพั่บ ๆ ๆ จนดูเหมือนว่าจะมีพายุเข้าในไม่ช้า

ผมเดินออกไปที่ระเบียง ข้างนอก ลมเย็น ๆ ปะทะกับผิวกายของผมจนรู้สึกหนาวอยู่เบาเบา

ผมกลับเข้ามาในห้อง ล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนเสื้อผ้า เปิดลิ้นชักหยิบกระเป๋าสตางค์ยัดใส่กางเกง 

 

 

ผมตัดสินใจเดินออกไปข้างนอก ,,

 

 

ตอนเช้ามืดนี่ก็สวยงามเหมือนกันนะ! =)

ฟ้ายังมืดสนิท แต่เหมือนว่าท้องฟ้าเช้านี้สีออกจะแปลกตาไปหน่อย 

โทนออกน้ำตาล ๆ ผมไม่ค่อยได้เห็นแบบนี้มานานแล้ว ...

มองขึ้นไปที่ต้นไม้เห็นยอดมันไหว ๆ ไปตามลมที่โบกพัดมาพร้อมกับความเย็น

ตึกรามบ้านช่องยังปิดไฟหลับใหล ถนนหนทางถูกเติมแต่งด้วยแสงนีออน 

แปลก .. เหมือนผมเดินอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้เลย

 

 

อืม ใครที่ไหนจะอารมณ์ดีถึงขนาดตื่นมาเดินเล่นรับลมหนาวแบบเราบ้างนะ ,,

 

 

โชคดีที่ผมพกหูฟังมาด้วย ผมเป็นคนที่ชอบฟังเพลงมาก ๆ เลยล่ะ 

จะเรียกว่าเสพติดเพลงก็คงถูก วันไหนที่หูไม่ได้ยินเสียงเพลงมันทนไม่ได้จริง ๆ ร้องเองก็เอา 555+

ผมฟังได้ทุกแนว ทุกภาษาด้วย! อิ้ง ไทย จีน ฝรั่งเศส เศษฝรั่ง ชอบหมด แต่ขออินดี้ละกันน 

เบื่อเพลงตลาดที่เปิดกันจนเกร่อ ผมคิดว่าเหมือนฟัง ๆ กันไปตามกระแส ไม่เห็นจะเพราะตรงไหนเลย

ว่าแล้วผมก็จัดแจงครอบหูทั้งสองข้างของตัวเองด้วยเจ้า sony pq3 ตัวโปรด

แล้วสุ่มเปิดเพลงมาสักเพลงนึง หวังจะให้ท่วงทำนองของมันช่วยขับไล่ความเงียบงันไปได้บ้าง 

พอดนตรีบรรเลงขึ้นมาก็ชอบเลย เป็นเพลง ๆ นึงที่ผมชอบมากในตอนนี้ ...  

 

 

Two better than one ,,

 

 

ผมเดินไปฟังเพลงไป อากาศเย็นจนต้องเดินกอดอกเลยทีเดียว

พอจบเพลงนี้ก็ถอดหูฟังออก ขอเปิดรับเสียงธรรมชาติให้เต็มที่ 

เป้าหมายที่ผมออกมาข้างนอก ก็คือ อยากดื่มชาชัก! =)

ผมเป็นคนที่ชอบดื่มชาตอนเช้า ๆ นะ มันสดชื่นดี ไม่เชื่อคุณลองดูสิ

บางทีผมก็นึกอยากจะกินปาท่องโก๋นุ่ม ๆ ตามด้วยน้ำเต้าหู้อุ่น ๆ ยามเช้าเหมือนกัน ...

 

 

' น้ำเต้าหู้ ' ทำให้ผมคิดถึงคนบางคน ,,

 

 

ผมเดินผ่านสนามกีฬา มองเข้าไปที่ลู่วิ่งเห็นผู้หญิงสองคนมาจ็อกกิ้งกัน

อากาศเย็นออกขนาดนี้ แถมมืดจนน่ากลัว 

แต่พวกเธอทั้งสองก็ยังขยันที่จะลุกขึ้นจากเตียงมาออกกำลังกาย

ไม่แน่ สิ่งนี้อาจจะเป็นความสุขเล็ก ๆ ที่แท้จริงในวันนี้ของพวกเธอก็ได้

ผมรู้สึกอยากจะเข้าไปวิ่งด้วยคนนะ แต่ประเด็นคือผมหิว...

 

 

กองทัพต้องเดินด้วยท้อง! ,,

 

 

ผมเดินยังก้าวเท้าต่อไปเรื่อย ๆ 

ผมเริ่มเห็นผู้คนบางกลุ่มที่เขาตื่นเช้าเหมือนผม...

บุรุษไปรษณีย์กับมอเตอร์ไซค์ที่มีถุงขนาดใหญ่ห้อยออกมาทั้งสองข้าง 

ผมรู้สึกดีใจแทนคนเขียนจดหมายฉบับนั้นจัง 

และแล้วการเดินทางอันยาวไกลของจดหมายฉบับนี้ก็จะได้ถึงมือเจ้าของสักที! =)

นอกจากนี้ก็ยังเห็นอีกคันหนึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์มีถุงใหญ่ ๆ เหมือนกัน แต่ในถุงนั้นใส่หนังสือพิมพ์เป็นปึก ๆ

 

 

ข่าวเด่นในเช้าวันนี้จะเป็นเรื่องอะไรนะ หวังว่ามันคงจะเป็นข่าวดีให้เราชื่นใจบ้างก็แล้วกัน ,,

 

 

ถึงแล้ว!! ชาชัก =D

ผมดื่มมันด้วยความกระหาย 

สดชื่นเป็นที่สุด ผมยิ้มเบาเบาเมื่อดื่มมันหมดเกลี้ยง เฮ้ออ อร่อย...

ของทุกชิ้น ทุกสิ่งบนโลก ย่อมมีวันจางหายไปเป็นธรรมดา ถ้าไม่คิดจะเก็บไว้ให้ดี

แต่ผมว่ามีอยู่อย่างนึงนะ ถ้าเราใส่ใจดูแลรักษาให้ดีแล้ว มันก็ไม่หมดไปจากใจเราได้หรอก

 

 

ความรัก ,,

 

 

จะว่าไป มีผู้หญิงหลายคนบอกผมโรแมนติคนะ ผมหัวเราะให้กับคนที่คิดแบบนั้นทุกครั้งไป

ผมไม่ได้อยากทำให้มันหวาน หรือทำอะไรให้ดูเยอะ ๆ กับใครหรอกนะ...

เพราะผมรู้ดีว่าเจ้าสิ่งนี้เนี่ย ไม่เคยทำให้ผมประสบความสำเร็จในเรื่อง'ความรัก'เลย

 

 

บ่อยครั้งที่ผมคิดนะ ว่าทำไมคนที่เรารักที่สุด กลับไม่ใช่คนที่รักเรามากที่สุด ,,

 

 

ถึงตอนนี้ ฝนเริ่มตกปรอย ๆ หยาดฝนเม็ดเล็ก ๆ ทำให้อากาศเย็นขึ้นไปอีก

ผมเริ่มสังเกตเห็นผู้คนทยอยออกมาทำหน้าที่ของตนมากขึ้น

แม่บ้านออกมาปัดกวาดเศษใบไม้ที่ร่วงมากองอยู่หน้าบ้าน

พ่อค้าแม่ค้าเตรียมตัวออกไปซื้อวัตถุดิบที่ตลาด

ดูเหมือนทุก ๆ คนเริ่มพากันเปิดประตูรับวันใหม่กันแล้ว

ผมชอบตอนเช้าที่สุดเลย ได้เห็นอะไรในสิ่งที่หลายคน(ที่ตื่นสาย)ไม่ค่อยได้เห็น

คุณลองตื่นเช้าสักวันสิ แล้วจะพบกับความสดใสของบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ 

ความสวยงามในยามเช้า ความสวยงามที่เกิดขึ้นให้เราได้สัมผัสในทุก ๆ วัน ...

 

 

ผมว่ามันคงสวยมาก ๆ เลยล่ะ ถ้าได้รู้ว่าเช้านี้เราอาจจะได้พบกับใครสักคนที่เรารัก ,,

 

 

อรุณสวัสดิ์ เช้าวันหยุด !

Have a Great Day  ,,,

[บทความนี้ ผมเขียนไว้เมื่อหน้าหนาวปีก่อน]

Still ...

posted on 14 Oct 2012 03:49 by folkswaken in Diary directory Fiction, Diary, Idea

Image of the Light. Adieu-

Thanks for the interview-

So long - So short

Preceptor of the whole

Coeval Cardinal--

Impart--Depart