Psychology

Wood’s model : Stages of Relationships

posted on 12 Aug 2014 22:03 by folkswaken in Psychology directory Lifestyle, Knowledge, Idea
credit —
วิชา PY228 (ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล)
ภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
 
 
 
 
 
 
ลำดับขั้นของความสัมพันธ์
 
(อธิบายตาม Wood’s model)
 
 
 
◉ จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ : ช่วงพัฒนาเติบโต  
Building Relationships: The Growth Stages

Cool 1. Individuals 
--> บุคคลมีความรู้สึกโดดเดี่ยวในใจ และพร้อมเปิดรับความคิด ประสบการณ์ หรือบุคลิกลักษณะของผู้อื่น 

Money mouth 2. Auditioning / initiation 
--> ระยะที่บุคคลเริ่มเปิดใจมองหาความสัมพันธ์ โดยใช้ทั้งเวลา และความพยายาม เพื่อที่จะทำให้มันเกิดขึ้น 

Smile 3. Experimenting / exploration 
--> บุคคลสองคนสร้างประสบการณ์ร่วมกัน สนทนาแลกเปลี่ยนความสนใจโดยทั่วไป ค้นหาความคล้ายคลึง
*คนส่วนมากจะหยุดกันอยู่ที่ขั้นนี้ 
 
Kiss 4. Intensifying / euphoria 
--> ทั้งคู่ได้อุทิศความสนใจทั้งหมดให้แก่กันและกัน เน้นรับฟัง อยู่ใกล้กัน (หรือ "ตัวติดกัน") แทบตลอดเวลา 

Wink 5. Integrating 
--> คนสองคนหลอมรวมตัวตนจนเหมือนเป็นคนเดียวกัน ทว่ายังไม่ทิ้งความเป็นตัวของตัวเองไปเสียหมด

Embarassed 6. Bonding 
--> เชื่อมกันด้วยความสนิทใจอย่างสมบูรณ์ & ประกาศพันธะและความผูกพันของพวกเขาให้โลกได้รับรู้ 
 
 
◎ จุดจบความสัมพันธ์ : ช่วงเสื่อมถอย 
Ending Relationships: Stage of Deterioration

Foot in mouth 1. Differentiating 
--> รู้สึกถึงความต่าง ไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียว ใช้คำว่า “ฉัน,ของฉัน” “คุณ,ของคุณ” มากกว่า “เรา,ของเรา” 

Innocent 2. Circumscribing 
--> มีหัวข้อสนทนาที่อันตราย (เสี่ยงต่อการกระทบกระทั่ง) โดยถูกห้ามไม่ให้นำมาพูดกระแนะกระแหนกัน 

Frown 3. Stagnation 
--> พวกเขารู้ว่าบรรยากาศอึมครึมนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เพียงแต่ไม่มีใครเอ่ยปากแก้ไขมัน เพราะคิดว่าไม่จำเป็น 

Sealed 4. Avoiding 
--> หลีกเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน หรือถ้าหากหนีหน้ากันไม่ได้ก็จะแสร้งทำท่าทีเฟคๆ ใส่กันไป 

Yell 5. Terminating 
--> แยกกันอยู่ ไม่มีอะไรต้องข้องเกี่ยวกัน ต่างฝายต่างเตรียมตัวและหัวใจเพื่อพร้อมรับกับการไม่มีคนอีกคน 

Tongue out 6. Individuals 
--> จัดระเบียบวิถีชีวิตใหม่ที่ปราศจากคู่ 
 
 
☞ กลับไปวนลูปใหม่ที่ Growth Stages ด้านบนครับ! ^^ 
ป.ล. ขอให้ผู้อ่านพบใครสักคนที่จะมาหยุดวงจรอุบาทว์นี้นะครับ โชคดี  Undecided Laughing Surprised

นักจิตวิทยาเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างและพัฒนาความรู้ในเชิงวิชาชีพและเชิงเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ (scientific and professional knowledge) เกี่ยวกับพฤติกรรมและการเข้าใจของมนุษย์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนการใช้ความรู้เหล่านั้นในการพัฒนาคุณภาพบุคคล องค์กร และสังคม นักจิตวิทยาต้องเคารพและปกป้องพลเรือนและสิทธิมนุษยชน รวมถึงความสำคัญของอิสระในการเรียนรู้ การแสดงออกในงานวิจัย งานสอน และสิ่งตีพิมพ์ นักจิตวิทยามุ่งช่วยเหลือผู้อื่นในการพัฒนาข้อวินิจฉัยที่มีการบอกกล่าว ตลอดจนเสนอทางเลือกในแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งนักจิตวิทยาอาจมีหลากหลายบทบาทแตกต่างกันไป อาทิ นักวิจัย นักการศึกษา ผู้วินิจฉัยโรค ผู้บำบัด ผู้ให้การปรึกษา ผู้ให้การดูแล ผู้บริหาร ผู้จัดการเชิงสังคม และพยานผู้ชำนาญการพิเศษ โดยหลักจรรยาบรรณนี้ได้กำหนดหลักพื้นฐานละมาตรฐานที่นักจิตวิทยาสามารถนำไปใช้สรรสร้างงานทั้งในเชิงวิชาชีพและเชิงวิทยาศาสตร์

หลักจรรยาบรรณนี้มุ่งที่จะนำเสนอมาตรฐานเฉพาะเพื่อครอบคลุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่นักจิตวิทยาจะต้องเผชิญ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิทธิสวัสดิภาพของผู้ที่รับบริการจากนักจิตวิทยา และเป็นการให้ความรู้แก่สมาชิกฯ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ถึงมาตรฐานความประพฤติทางจรรยาบรรณ

การประพฤติตนตามมาตรฐานจรรยาบรรณของนักจิตวิทยานี้ นักจิตวิทยาต้องมีการยินยอมและความพยายามในการประพฤติตนตามหลักจรรยาบรรณ อาทิ การสนับสนุนนักศึกษา ผู้ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ (supervisee, advisees) ลูกจ้าง และเพื่อนร่วมงาน ให้ประพฤติตนตามมาตรฐานจรรยาบรรณ ตลอดจนให้มีการปรึกษาหารือ กรณี ที่เกิดปัญหาด้านจรรยาบรรณ
 
อ่านต่อได้ในเอกสารภาษาอังกฤษ (ต้นฉบับ) โดยสมาคม APA
→ http://www.apa.org/ethics/code/principles.pdf
 
 
 
หลายๆ คนคงเคยพูดว่า "อย่าตัดสินนิสัยของใครจากสถานะที่เขาโพสต์ลงบนโลกออนไลน์"
 
แต่นักจิตวิทยาที่ทำงานวิจัยทางภาษาศาสตร์-จิตวิทยา (Psycholinguistics) กลับมีความคิดต่างออกไปว่า "คำที่มนุษย์โพสต์บนโลกออนไลน์ มันก็คือตัวแทนของความคิดเขาเองนั่นแหละ!"  (แถมมันยังจะเผยถึงบุคลิก, เพศ, และอายุของเจ้าของประโยคนั้นอีกด้วย — ซึ่ง 3 สิ่งนี้คือประเด็นที่ผู้วิจัยนำมาศึกษากัน ผมจะนำมาอธิบายในอีกไม่กี่ย่อหน้าถัดไปจากนี้ครับ) 
 
จากประโยคตัวหนาข้างบน สามารถกล่าวอีกนัยนึงก็คือ ม่มีใครที่ไหนมาบอกหรือบังคับว่าคนไหนต้องพิมพ์อะไรหรอก ดังนั้นข้อความต่างๆที่ปรากฏอยู่บนในเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ในบัญชีของบุคคลนั้นมันก็ต้องเกิดมาจากความคิดของคนคนนั้นเองสิ (คงไม่ใช่แมวตัวไหนมาพิมพ์อย่างที่หลายคนชอบโยนบาปไปให้มันเป็นแน่)... ทั้งนี้การศึกษาวิจัยฉบับก่อนๆ ที่ผู้วิจัยเรื่องนี้นำมาอ้างอิง คือมีการค้นพบว่า "ภาษา" (language) ที่เราใช้พูดและเขียนกันมาตั้งแต่อดีตมาจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ถือเป็นตัวกลางในการสื่อสาร โดยแปรสภาพจากสิ่งที่อยู่ในหัวสมองของเราว่า "เราคิดอะไรอยู่" ให้มันออกมาอยู่ในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นมา (เพื่อให้ผู้อื่นสามารถจับต้องความคิดนั้นได้) นั่นก็คือภาษาหรือข้อความที่เราใช้อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้เราเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่า "มนุษย์ใช้ภาษามาบรรยายความคิดของตนเอง"
 
เอาล่ะสิ... งานวิจัยฉบับนี้แลดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะนอกจากจะศึกษาเรื่องการใช้คำของมนุษย์บนโลกโซเชี่ยลมีเดียแล้ว เขายังปักหมุดชื่อหัวข้อวิจัยของเขาไว้เลยว่า "Personality, Gender, and Age in the Language of Social Media: The Open-Vocabulary Approach" ก็คือศึกษาถึง Personality, Gender และ Age ด้วย
 
สำหรับรายละเอียดก็มีอยู่ว่างานวิจัยทางจิตวิทยาฉบับนี้ ศึกษาข้อมูลจากการเก็บพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเอง หรือที่นักข่าวชอบเรียกพวกนี้แบบติดตลกว่า "ชาวเน็ต" นั่นแหละครับ (ปกติเคยได้ยินแต่ชาวไทย ชาวสิงคโปร์ ชาวอเมริกัน ฯลฯ แต่สมัยนี้มี "ชาวเน็ต" เกิดขึ้นมาด้วยนะครับ ฮา) ผู้วิจัยได้ใช้ความรู้ทาง Psycholinguistics มาวิเคราะห์ว่าคำแต่ละคำที่คนเราเลือกใช้มาสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นกระบวนการที่ผ่านการคิด แล้วจรดนิ้วจิ้มคีย์บอร์ดพิมพ์แต้กๆๆ ระบายออกมาเป็นชุดข้อความอันยาวเหยียดหรือสั้นๆก็ตามแต่ (ซึ่งมันประกอบด้วยกลุ่มคำต่างๆ) จากนั้นก็กดเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้กันทั้งบางนั้น มันสามารถเป็นตัวแทนที่สะท้อนบอกถึง "อะไรบางอย่าง" ที่อยู่ในจิตหรือความคิด (mind) ของคนคนนั้นได้ไหม Laughing 
 
ซึ่งผลก็คือ ได้จริงๆ ครับ เพราะถ้าหากคุณไม่คิดแล้ว คุณก็คงไม่พิมพ์ออกมาเป็นคำๆให้เห็นได้แน่นอน (อ่านได้ในกรอบสีฟ้าในรูปด้านล่างนี้) โดยมีงานวิจัยฉบับก่อนหน้ามารองรับทฤษฎีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้วด้วย
 
 
 
 
 
 
 
ดังนั้น ตัวงานวิจัยฉบับนี้จึงเน้นไปศึกษาในเรื่องบุคลิก (personalities) เพศ (gender) และ อายุ (age) โดยเจาะกลุ่มตัวอย่างไปที่ข้อมูลพฤติกรรมการใช้สื่อโซเชี่ยลทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก (เคยมีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่วิเคราะห์คำที่อยู่บนสื่อทวิตเตอร์มาแล้วซึ่งผลก็ออกมาสอดคล้องกับงานวิจัยที่เขาทำเช่นกัน) มีการเก็บรวบรวมทั้งประโยค, วลี, คำโดดๆ (ทั้งหมดนี้เป็น social message) จากจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊ก 75000 คน (ซึ่งเป็นผู้อาสาสมัครให้เข้าถึงข้อมูลได้) ทั้งข้อมูลพฤติกรรมการโพสต์สเตตัส การคอมเม้นท์ต่างๆ นานาเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค open-vocabulary ทำให้ผู้วิจัยสามารถแยกแยะบุคคลออกเป็นประเภทต่างๆ ได้จากกลุ่มคำ (word-category) ที่เขาใช้ 
 
อ่านถึงตรงนี้แล้ว อยากให้ดูแผนผังนี้ก่อนจะอ่านกันต่อไปครับ เพื่อให้เข้าใจคอนเซปต์กระบวนการวิจัยของเขา CLICK ดู เลย Smile
 
หลังจากเข้าไปดูแผ่นผังในลิงก์ข้างบนนี้มาแล้ว เราจะเห็นว่ามันเป็นแผนภาพอธิบายโครงสร้างการดำเนินงานวิจัยของเขา โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลจาก volunteer (โดยเก็บทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความของเขาบนโลกโซเชี่ยล และไปสอบถามข้อมูลประวัติส่วนบุคคลที่เป็นตัวเขาในโลกจริงๆด้วย ได้แก่ อายุ ที่อยู่ บุคลิกนิสัย สุขภาพ ฯลฯ) จากนั้นนำมาตีความหมาย และวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ในเชิงสถิติว่า "สิ่งที่คนโพสต์บนโลกไซเบอร์" มันเกี่ยวโยงเข้ากับ "ความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่จริงๆ" หรือไม่อย่างไร แล้วในที่สุดก็สรุปออกมาเป็นกราฟกลุ่มคำที่เข้าใจง่ายๆ ซึ่งเป็นคำที่บอกถึง 3 แง่มุมที่เขาเน้นศึกษา นั่นก็คือ บุคลิก เพศ และอายุ 
 
 
สรุป ผลการศึกษาพบว่า
 
 
- คำที่บุคคลพิมพ์และเผยแพร่บนสื่อโซเชี่ยลออนไลน์ส่วนตัวของเขาสามารถบ่งบอกถึงบุคลิกของเขาได้ เช่น คนที่ใช้คำในเชิงลบ (negative word) มักจะเป็นคนที่ชอบเก็บตัว มีภาวะซึมเศร้า (depress) มักโพสต์ว่าขี้เกียจจัง ซุ่มซ่าม สติวปิ้ด โลกนี้แลดูโหดร้ายเกินจะอาศัยอยู่ อะไรประมาณนี้ ในขณะที่มนุษย์ประเภทเอ็กโทรเวิร์ต (ชอบเข้าสังคม/เปิดตัว) มักจะใช้คำที่เกี่ยวกับสังคมอยู่เสมอๆ เช่น ปาร์ตี้ บาร์ ผับ ส่วนคนประเภทอื่นๆก็จะมีกลุ่มคำที่เขาชอบใช้เป็นประจำอยู่อีกแบบนึง ลองอ่านเพิ่มเติมตามลิงก์ไปเลย [[InfoPic-PERSONALITIES]]
 
- ลองมาดู กลุ่มคำ,ประโยค,หัวข้อพูดคุย ที่สามารถใช้บอกถึงความเป็นหญิงกับความเป็นชาย กันบ้าง พบว่าผู้หญิงมักใช้คำที่ดูสวยๆ น่ารัก / ในขณะที่ผู้ชายมักจะมีคำสบถนำมาก่อนเลยแฮะ [[InfoPic-GENDER]]
 
- ส่วน กลุ่มคำ,ประโยค,หัวข้อพูดคุย ที่สามารถใช้บ่งบอกถึงช่วงอายุ นั้นเป็นที่น่าสนใจมากๆ ครับ สังเกตว่าเมื่อถึงช่วงอายุนึงเราก็จะมีกลุ่มคำประเภทนึงเพิ่มเข้ามาในชีวิต เช่น วัยเด็กมักจะมีแต่คำว่า "ฉัน" "ของฉัน" เป็นหลักเลย หรือไม่ก็คำที่เกี่ยวกับการบ้าน เกม เป็นต้น พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มที่จะเข้าสังคมมากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งนั่นหมายความว่าบุคคลนั้นต้องลดความเป็นตัวตนของเขาลง สนใจคนอื่นให้มากขึ้น ทำให้เริ่มจะมีคำว่า "เรา" เพราะพูดในฐานะรวมคนอื่นด้วย ซึ่งคำว่า "เรา" นี่ยังบ่งบอกถึงเรื่องครอบครัวอีกด้วย เช่น ชีวิตคู่สมรสที่แต่งงานแล้ว หรือคนแก่ๆ ใช้เรียกรวมๆแทนสมาชิกในครอบครัว ขณะที่เด็กยังไม่ค่อยใช้ "เรา" กันมากนัก (อื้ม มันเป็นไปตามหลักจิตวิทยาจริงๆ) หรืออย่างคำว่า "ลูกสาว/ลูกชาย" นี่คนวัยกลางคนจะใช้เยอะ ส่วนถ้าสูงวัยมาหน่อย จะเริ่มพิมพ์คำว่า "หลานสาว/หลานชาย" มาให้เห็นแล้ว ส่วนเด็กจะมีการพิมพ์คำว่า "พ่อ/แม่" (ก็เป็นไปตามนั้น เด็กคงยังไม่คิดถึงเรื่อง "ลูกสาว/ลูกชาย" หรอกเนอะ) นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงอายุระหว่าง 13-18 ยังเป็นช่วงที่ใช้คำที่เป็นภาษาคิกขุอาโนเนะกันเยอะมาก เช่น ฮี่ๆ รวมถึงสัญลักษณ์อีโมจิต่างๆ แต่เมื่อโตขึ้นก็จะเริ่มหายไปเอง [[InfoPic-AGE]] [[Graph]]
 
 
ป.ล. เอาพอหอมปากหอมคอครับ ใจความหลักๆ ก็เท่านี้  
สำหรับท่านใด สนใจใคร่รู้ในรายละเอียดและกระบวนการวิจัยพร้อมการวิเคราะห์ผลแบบละเอียด สามารถอ่านต่อได้จากเปเปอร์นี้ได้เลยคร้าบ
 
Embarassed