Story

  ผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งในอเมริกา เคยมีเงินเดือนเกือบ 2 ล้านบาท ต่อเดือน 

แต่เมื่อเจอกับวิกฤติเศษฐกิจในอเมริกาเขาถึงกับตกงาน ไม่มีรายได้ซักกะบาท! 

เขามีลูกวัยเรียน 2 คนและเมียที่เป็นแม่บ้านต้องเลี้ยงอีกคน 

เขาต้องมีเงินสำหรับใช้จ่ายเยอะมากในแต่ละเดือน จนน่าวิตกว่า

เขาจะหางานที่สามารถจุนเจือครอบครัวได้จริงหรือ?

 

   แต่ผู้บริหารคนนี้ เขามั่นใจ 100% ว่า หากเขาเป็นคนขยัน

เป็นคนอดทน มุ่งมั่น และไม่ยอมแพ้ เขาไม่มีวันตกงานแน่!!

 

   วันรุ่งขึ้น หลังจากที่ออกจากงาน เขาตระเวนสมัครงานไปด้วย หางานตั้งแต่เช้ามืดยันมืดค่ำ

 

   3 เดือนผ่านไป...

   เขาก็ยังคงตกงาน

 

เพราะทุกบริษัทก็เป็นแบบเขาคือ ย่ำแย่ ตกต่ำ มีคนขายไม่มีคนซื้อ เศษฐกิจบัดซบสุดๆ

เข้าเดือนที่ 4 เงินเขาหมด เขาจึงตัดสินใจขายรถ และเอาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว

เขาก็ยังออกจากบ้านทุกเช้า เพื่อไปฟังคำปฏิเสธทุกวัน ตั้งแต่เช้ามืด ยังมืดค่ำ

จนเมียถามว่า เขาจะไปทำไม ให้เสียเวลา เสียเงิน เสียเกียรติ และ เสียศักดิ์ศรี

เขาหันมาบอกเมียจ๋าว่า  ถ้าเราไม่ไป เราถูกปฏิเสธ 100%

ชีวิตล้มแหลวแน่นอน 100% แต่ถ้าเราออกไป เรายังมีโอกาสประสบความสำเร็จ 10%  

ถ้ายังสู้ได้ เขาจะไม่ยอมแพ้เป็นอันขาด!!

 

เข้าสู่เดือนที่ 6 เงินจากการขายรถ หมดอีกครั้ง

เขาเอาบ้านไปจำนอง ได้เงินมาไม่ถึง1/4ของราคาบ้าน และเขาก็ออกสมัครงานต่อ

เข้าสู่เดือนที่10 เงินจากการขายบ้านหมด....

 

เขาต้องให้ลูกออกจากโรงเรียน เพื่อลดค่าใช้จ่าย

เขาต้องรวบรวมทรัพย์สินที่มีค่าในบ้าน ไปขาย จนหมดตัว

เขาแทบไม่เหลืออะไรแล้ว...

 

เขาเดินสมัครงานจนรองเท้าสึกและพื้นรองเท้าขาด

จนเขาต้องเดินลากขาไปเผื่อไม่ให้พิ้นรองเท้าเปิด เป็นที่น่าสมเพชของผู้คนรอบข้างนัก

วันหนึ่ง เขาไม่มีเงินแม้แต่จะกินข้าวเที่ยง เขาต้องดื่มน้ำก๊อกกลั้วท้องไปวันๆ และเขาก็เดินไปต่อ กระทั่งเขารู้สึกเจ็บแปร๊บที่เท้าอย่างสุดๆ เขาตกใจและยกเท้าขึ้นมาดู

 

 

 

 

ลวดงอๆ ทิ่ม เข้าไปที่นิ้วเท้าของเขาลึกไปประมาณ 2 นิ้ว  เขารีบดึงออกมา และทันใดนั้น

ปรี๊ด! เลือดพุ่งออกมาเต็มเท้า

เขาทรุดตัวลงฟุตบาท และร้องไห้ออกมา  ไม่ไหวแล้ว... ชีวิตกู...

ทำไมมันบัดซบอย่างงี้ พระเจ้าเล่นตลกอะไรอยู่ กูไม่ขำ พระเจ้าจะทดสอบกูไปถึงไหน!

เขาเป็นคนขยัน ตั้งมั่น ทุ่มเท และไม่ยอมแพ้มาตลอด

สิ่งที่เขาควรได้รับ คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ความยากจน ลำบาก อดอยาก แร้นแค้นแบบนี้

   เขาด่าพระเจ้าลั่นถนน!!

   ไม่ไหวแล้ว!....

    ..........

 

เมื่ออารมณ์เย็นขึ้น เขาเอามือหนึ่งกดแผลไว้ให้เลือดหยุด และเอาอีกมือหนึ่ง หยิบลวดอันนั้นมาดู

และด้วยความที่เป็นนักบริหาร เขาจึงคิดจะหาประโยช์นจากมัน

เขาคิดใจใน....มึงตำตีนกูได้ กูก็ต้องเอามึงไปใช้งานได้!

   "กูไม่ยอมให้มึงทำกูข้างเดียวหรอก!!"

 

เขานั่งคิดอยู่พักใหญ่ จนเลือดหยุด

เขาจึงเดินไปหาเจ้าของโรงงานคนหนึ่งที่เป็นคนรู้จักคุ้นเคยกันมานาน

พร้อมกับถือลวดไปด้วย แล้วเสนอไอเดียจากไอ้ลวดนรกนั่น

เจ้าของโรงงานสงสาร จึงยอมรับคำขอร้องของเขา....

 

หลายเดือนผ่านไป ชายคนนี้ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่! 

ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี โด่งดังไปทั่วโลก!

โดยการนำลวดที่ตำตีนเขา

 

 

เปลี่ยนมาเป็น

.

.

.

.

 

 

 

ล ว ด ห นี บ ก ร ะ ด า ษ ! ! !

 

 

มีประเทศไหนในโลกไหมครับ ที่ไม่มีลวดหนีบกระดาษ

ชายผู้ตกอับจนถึงขีดสุด กลับมาร่ำรวยและยิ่งใหญ่ที่สุดได้ เขาจึงสรุปได้ว่า

ถ้ามีความพยายาม อดทน มุ่งมั่น และไม่ย่อท้อ

สิ่งที่พระเจ้าจะประทานให้คุณ มีแต่ความสำเร็จเท่านั้น

ที่สำคัญคือ "การคิด +"

 

มีหลายคนที่หาคนที่ใช่
แต่ก็ไม่มีมาสักคน
พอพบ จนคบดูใจกันแล้ว
เขากลับเป็นคนมีเจ้าของ

...

แฟนๆละครไทยรู้กันดีว่า หนึ่งวันเราจะมีละครทีวีดูอย่างน้อย 6 เรื่อง จาก 3 ถึง 4 ช่องฟรีทีวีในบ้านเรา เนื้อหาแปลกแตกต่างออกไป แต่ดูเหมือนหัวใจหลักยังคงอยู่ก็คือ เรื่องชิงรักหักสวาท ไม่เว้นแม้แต่ละครเด็ก ก็ยังแทรกเนื้อหาทำนองนี้จนได้

บางครั้งดูแล้วก็ขำๆ กับสิ่งที่พวกเขาทำ ว่า
"รักอะไรจะไร้สติขนาดนั้น"

แม้ผู้สร้างจะบอกว่าเพื่อความบันเทิง แต่มันก็เหมือนกับเป็นเครื่องบันทึกจารึกไว้ในจิตใต้สำนึก (unconscious) ของคนดู นานๆเข้าจึงกลายเป็นค่านิยมของสังคมไป เพราะเดินถนนทุกวันนี้จะมีสาวทะเลาะกันเพราะแย่งแฟนให้เห็นเป็นประจำ

ศึกชิงนางไม่ค่อยมีแล้ว จะเป็นสงครามนางฟ้าซะมากกว่า ทำให้เกิดคำถามว่า "เกิดอะไรขึ้น?"

ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นครอบครองโลก

ไม่ได้อยากโทษสื่อและก็จะไม่โบ้ยให้ครอบครัว สถานศึกษาก็จะไม่ว่าเขา เพราะถ้าเราดูสภาพสังคมปัจจุบัน มันทำให้เราดูแลตัวเราได้น้อยลง ขณะที่มีกระแสต่างๆเกิดขึ้นบูมราวพลุแตกและสุดท้ายดับไปอย่างเงียบๆ ผู้ใหญ่มีเวลาดูแลเด็กได้น้อยลง มีคนเสี้ยมสิ่งไม่ดีตลอดเวลา ตั้งแต่สื่อไม่สร้างสรรค์ ครอบครัวมีปัญหา สถานศึกษาก็ขาดระบบดูแล ศาสนาเสื่อมถอย แย่ไปกว่านั้นก็คือ สังคม"ยุคนี้"ไม่เห็นความสำคัญที่จะแก้ไข

open your mind :')

posted on 14 Oct 2012 04:24 by folkswaken in Story directory Lifestyle, Diary, Idea

 

เมื่อเปิดใจ เราถึงเข้าใจครับ 

 

ใครที่ปิดใจ ก็เหมือน ปิดตา เดินไปทางไหนก็มืดมนครับ 

 

ขอเพียงแค่เปิดใจ รับทุกสิ่งที่ไม่เ...คยคิดจะรับ 

 

รับฟังในคำแนะนำ 

 

ไม่ใช่ว่าเราโง่ เค้าถึงแนะนำครับ แต่เค้าหวังดี 

 

ไม่ใช่ว่าเราผิด เค้าถึงตักเตือนครับ แต่เค้า ไม่อยากให้เราผิดอีก 

 

ไม่ใช่ว่าเราควาย ที่เค้าด่าว่าครับ แต่เค้าอยากให้เราดีกว่าเดิม

 

เปิดใจครับ ทุกคำที่ทำให้เราไม่พอใจ เอากลับมาใช้เป็นคำภีร์

 

เปิดใจ กรองอารมณ์ออก เอาเนื้อความเข้าครับ

 

^________^