Test-your-brain

วีดิทัศน์เรื่อง Keith Barry does brain magic, Best Brain Supplements สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

            เริ่มต้นรายการ Keith ได้โชว์คลิปหนึ่งที่เขาไปกับผู้หญิงที่ไม่รู้จักกันมาก่อน จากนั้นให้ผู้หญิงทดลองใส่แว่นกับผ้าคลุมตอนนั่งรถ ปรากฏว่าเมื่อใส่แว่นและผ้าคลุมทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย จากนั้นก็นำมาใส่ที่ตัว Keith เอง แล้วบอกว่าเขาสามารถมองผ่านผู้หญิงคนนี้ได้ ให้มองทางดีๆ แล้วเขาก็ขับรถพาเธอไปถึงที่หมาย (ซึ่งผู้หญิงได้กรี๊ดไปตลอดทาง) จากนั้นเขาก็ให้ผู้ฟัง 2 คนขึ้นมา แล้วเขาสามารถทำให้ผู้หญิงรู้สึกว่าโดนแตะหลังและลูบแขน ทั้งๆ ที่ Keith ทำกับผู้ชาย อีกสิ่งหนึ่งก็คือ เขาทำให้ Subject ที่นั่งอยู่ รู้สึกว่ามือค่อยๆ เบาหรือหนักขึ้นได้ เมื่อแขนหนักก็ทำให้วางแขนลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ให้ผู้หญิงลองทำดูบ้าง ซึ่งรอบแรกทำให้มือผู้ชายรู้สึกหนักไม่ได้ผล แต่รอบที่สองได้ผล

            การแสดงต่อไปก็คือ ให้ผู้หญิงถือขวดซึ่งเบา แม้จะทำตกยังไงก็ไม่แตก (เหมือนเรื่อง The god must be crazy ที่ขว้างขวดยังไงก็ไม่แตก) แต่พอให้ผู้หญิงใส่เศษแก้ว แล้วคิดว่าของนั้นเป็นแฟนเก่าที่ทิ้งเราไป แล้วเขย่า ขวดแก้วตรงก้นขวดถึงกับแตกกระจาย (เพราะของจะแตก โค้ง งอ หัก ขึ้นอยู่กับพลังงานที่เราใช้)

            โชว์สุดท้ายคือให้ผู้ฟังคนหนึ่ง เอาเข็มที่ตั้งอยู่ใส่ลงไปในแก้วกระดาษ แล้วสลับ โดยที่ Keith ไม่รู้ จากนั้น Keith ก็สลับตัว โดยที่ Subject คนนั้นไม่รู้ จากนั้นก็ปิดตา Keith แล้วจับมือ Subject แล้วถามว่าแก้วนี้มีเข็มหรือไม่ พอ Subject บอกไม่มี ก็กดมือทับแก้วกระดาษบี้เลย ซึ่งถ้าตอบผิดจะโดนเข็มทิ่มมือ แต่เขาก็สามารถทายได้ถูกต้อง

 


Smile Smile Smile

edit @ 5 May 2012 20:36:07 by folkswaken

วีดิทัศน์เรื่อง Deception with Keith Barry Discovery Channel สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

เริ่มต้นด้วย การแฮกเข้าไปในสมองของผู้ถูกทดลอง เป็นการให้สัญญาณจริงๆ หรือเป็นการหลอกลวง?

เริ่มโดยทางรายการจะขอเวลาผู้คนที่เดินผ่านไปมาสัก 2 นาที  โดยตอนแรก เขาจะพูดเลยว่าเขาอาจจะทายรหัส ATM ได้ถูกต้อง โดยตอนแรกเขาจะถามก่อนว่าเคยให้รายละเอียดเกี่ยวกับ Pin Number ของ ATM ให้ใครบ้าง กดล่าสุดเมื่อไร จากนั้นก็ให้คนๆ นั้น คิดตัวเลขทีละตัวขึ้นมาในหัว แล้ว Keith Barry ก็ทายตัวเลขนั้นออกมา ซึ่งทายได้ถูกต้องด้วย  เมื่อคนที่ถูกทายรหัสถามว่ารู้ได้อย่างไร เขาก็ตอบสั้นๆ ว่า คุณแสดงออกมาให้เห็น ซึ่งในทีนี้หมายถึงแสดงออกทางสรีระ เป็นการทายความคิดจากการเคลื่อนไหวทางร่างกายซึ่งการจะทำได้นั้นขึ้นอยู่กับว่าเราถามผู้ถูกทดลองของเราไปอย่างไร และวิธีการวัดสัญญาณที่ผู้ถูกทดลองแสดงปฏิกิริยาออกมาจากกระบวนการคิดของเขา

            การทดลองเรื่องทายรหัส ATM เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ถูกทดลองเครียด ดังนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการทดลองเรื่องคำศัพท์ ซึ่งโดยเฉลี่ยของคนปกตินั้นมีคำศัพท์อยู่ในหัวประมาณ 20,000 คำ โดยที่เขาจะให้ผู้ถูกทดลองได้ดูการ์ดคำศัพท์แค่แว่บเดียวเท่านั้น และศัพท์นั้นจะอยู่ใน Unconscious Mind ไม่ได้อยู่ใน Conscious Mind ซึ่งในการ์ดคำศัพท์มีคำศัพท์อยู่ 5 คำ  แต่สิ่งที่ผู้ถูกทดลองทายถูกก็คือ ตัวอักษร 5 ตัวแรกของคำศัพท์แต่ละคำนั่นก็คือคำว่า APPLE ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็เพราะคนปกตินั้นมีการจำได้มากกว่าที่เราจะรู้ตัว ซึ่งเรียกว่า Imprinting ซึ่งจะทำให้สิ่งที่เห็นเข้าสู่สมองแต่ไม่ได้มาสู่ Conscious Mind ของเรา

            การทดลองต่อไปจะคล้ายเรื่องที่แล้วก็คือทดลองเรื่องการมองเห็นกับจิตใต้สำนึก แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการมองเห็นของคนปกติ โดยเฉลี่ยเราจะเห็นจากกลางหน้าของเราไปซ้ายขวาได้ประมาณ 60 องศา  ในส่วนของการทดลองเขาได้ขอหนังสือพิมพ์ของผู้ถูกทดลองมาแล้วบอกว่าในหน้าแรกมีอยู่ 3 ภาพคือ ภาพที่เหมือนผีเสื้อ นักเบสบอล และเครื่องบิน จากนั้นเขาก็ให้ผู้ถูกทดลองหันหลังไปจ้องหน้าแรกของหนังสือพิมพ์ไว้ แล้วเขียนคำจากในหนังสือพิมพ์ขึ้นมาคำหนึ่ง พอหันหน้ากลับมาก็ให้ยื่นมือขวาขึ้นแล้วยื่นนิ้วชี้ จากนั้นก็ปิดตาข้างซ้าย ซึ่งในขณะที่ปิดตาข้างซ้าย แล้วใช้ตาขวาจ้องที่นิ้วชี้ด้านขวาของผู้ถูกทดลองไว้ จากนั้นเขาก็ได้เอากระดาษที่เขียนคำศัพท์นั้นไปวางขนาบข้างซ้ายในลักษณะไม่เกิน 60 องศาจากหน้าของผู้ถูกทดลอง และเมื่อครบ 3 วินาที ก็ให้เอานิ้วชี้นั้นไปจิ้มย่อหน้าไหนก็ได้ในหนังสือพิมพ์แล้วชี้ไล่มาเรื่อยๆ แล้วหยุดที่คำศัพท์หนึ่งคำ ซึ่ง Keith ก็ได้บอกว่าเหมือนกับว่าคุณมีอิสระในการเลือกคำศัพท์ใช่หรือไม่ แต่จริงๆ แล้วเราควบคุมคุณไว้ ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ ผู้ถูกทดลองชี้ศัพท์คำเดียวกับคำที่ Keith ได้เขียนไว้ก่อนแล้ว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าสมองเราให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างเราอยู่ ทั้งๆ ที่ตาไม่ได้มองอยู่ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเป็นกระบวนการของ Preconscious ซึ่งเป็นกระบวนการรับข้อมูลที่อยู่ภายใต้จิตสำนึก

            ในห้องเรียนที่เขากำลังจะไปนั้น นักเรียนต่างคาดหวังที่จะเห็นการอ่านความคิดคน (Mind Reading) แต่สิ่งที่เขาจะแสดงให้เห็นก็คือการเขียนบางสิ่งบางอย่างลงไปในจิตใจคน (Mind Writing) โดยเริ่มต้นเขาเขียนคำว่า ESP (การรับรู้ด้วยวิธีที่นอกเหนือไปจากประสาทสัมผัสทั้ง 5) จากนั้นก็เขียนคำต่อไปว่าปัจจุบันนี้ (NOW) เรียกว่า VIP จากนั้นก็บอกว่าจะทดลองกับนักเรียนโดยการทายไพ่ในหัวนักเรียน ซึ่งในขณะที่พูดนั้นก็ทำมือออกมาเป็นรูปเพชร จากนั้นก็ให้คิดถึงภาพจอทีวีซึ่งจอจะมีสีอะไรก็ได้  แต่ในไพ่ที่คิดแน่นอนว่าจะมีได้แค่สีแดงและดำ  แล้วให้ลดรูปจอทีวีออกมาเป็นรูปทรงอะไรสักอย่าง จากนั้นก็ทำมือคล้ายๆ รูปเพชรอีก  แล้วก็ถามนักเรียนว่ามีใครคิดไพ่ในหัวเป็นเลข 3 รูปเพชรบ้าง (ข้าวหลามตัด)  ก็มีนักเรียนเกือบทั้งหมด (ยกเว้น 1 คน) บอกว่าคิดตรงกับอาจารย์ ซึ่งเป็นเพราะว่าคำที่เขียนบนกระดานนั้น เมื่อกลับหัวจาก ESP NOW VIP จะได้คำว่า Diamonds 3 (ตัว e ที่เค้าเขียน เขียนเหมือนเลข 3 กลับด้านอยู่แล้ว) สิ่งเหล่านี้ก็เพราะสิ่งที่เราเห็นนั้นมีอิทธิพลกับเรามากกว่าที่เราคิด

            ในการทดลองต่อไป เขาก็ได้ขอนาฬิกาของผู้ถูกทดลองแล้วปรับเวลาเป็น 3 โมง 2 นาที โดยที่เจ้าตัวไม่เห็น จากนั้นก็ให้ใช้มือซ้ายกำไว้ แล้วเอามือขวาจับหัว แล้วปิดตา หลับไปลึกๆ แล้วคิดถึงเวลาที่หมุนไปเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ หยุดมาที่เวลาหนึ่ง ซึ่งเขาก็ทายได้ถูกต้องอีกเช่นกัน จนผู้ถูกทดลองเชื่อว่า เขาอ่านใจเธอได้ ซึ่งสิ่งนี้เกิดขึ้นจากคำพูดของเขาซึ่งมีทั้งโทนเสียง จังหวะต่างๆ ที่ถูกส่งผ่านไปให้ผู้ถูกทดลอง รวมถึงวิธีที่เขาพูดเป็นการส่งสัญญาณแก่ผู้ถูกทดลองด้วย

Part ต่อมาเป็น การทำนายพฤติกรรม

            สิ่งที่เขาทำเป็นวิทยาศาสตร์หรือเป็นการหลอกลวง

            คนต่อไป  มาทำนายรูปแบบการตีลูกบิลเลียตชื่อดัง โดยเริ่มต้นดูรูปแบบพฤติกรรมที่ทำในอดีตก่อน (ดูเขาตีลูกบิลเลียต)  ซึ่งแค่การสังเกตก็ทำให้ทำนายพฤติกรรมได้มากมาย ในการทดลองนั้นตอนแรกเขาก็ถามคร่าวๆ ทำนองว่า เล่นนานหรือยัง เล่นเอาเงินเหรอ ฝึกทุกวันใช่ไหม จากนั้นเขาก็ให้ผู้ถูกทดลองหันหลังไปปิดตา ส่วนตัว Keith เอง ก็ค่อยๆ หยิบบอลทีละลูกจนหมด แล้วให้ทายว่าหยิบลูกไหนเข้ากระเป๋าก่อน ผู้ถูกทดลองก็ตอบไม่ได้ ทีนี้สลับกัน Keith ให้ผู้ถูกทดลองหยิบบอลเข้ากระเป๋าทีละลูก ส่วนเขาปิดตา จากนั้นเขาก็ทายได้ถูกต้องว่าผู้ถูกทดลองใส่บอลสีอะไรไว้ข้างไหนบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้ Keith ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว คือใส่บอลสีเดียวกันลงกระเป๋ากางเกงตำแหน่งเดียวกันกับผู้ถูกทดลอง ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะการสังเกตรูปแบบพฤติกรรม ซึ่งถ้าเราสังเกตนานพอก็จะทำให้เราทำนายพฤติกรรมของคนที่ถูกสังเกตได้

            การทดลองต่อไปคือ เน้นในเรื่องของการาสังเกตเช่นกัน โดยที่ Keith เชื่อว่าตาของคนไม่เคยโกหกได้ ซึ่งการสื่อสารปกตินั้นมีแค่ 20% เท่านั้นที่ใช้การสื่อสารด้วยภาษา ที่เหลือจะเป็น Paraverbal หรือ Nonverbal ในส่วนของการทดลองนั้นเขาได้ให้คนที่เป็นนักวาดภาพนั่งหลัง Sketchpad จากนั้นก็ให้วาดสิ่งที่ไม่เคยวาดมาก่อน จากนั้นก็ให้หลับตาและวาดสิ่งของที่ไม่เคยวาดมาก่อนในจิตใจของเขา จากนั้น Keith ก็จับหน้าผากและถ่ายทอดภาพของ Keith ในกระดาษ จากนั้นเขาก็สามารถทายได้ถูกต้องว่า ผู้ถูกทดลองวาดเส้นโค้งก่อน ตามด้วยเส้นตรง แล้วก็วาดภาพตามได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นผลมาจากการสังเกตการเคลื่อนไหวทางลูกตาของผู้ถูกทดลอง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวมาจากความตั้งใจว่าจะต้องเป็นรูปแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ ซึ่งผู้ถูกทดลองเองพยายามเลือกของที่ไม่น่าจะมีคนทายถูก (เลือกเสต็กเสียบไม้)

Part ต่อมาเป็น การทดลองเกี่ยวกับอิทธิพลในการสังเกต

โดยที่ Keith จะบอกถึงสิ่งที่เป็นไปได้ของผู้ถูกทดลองว่า ผู้ถูกทดลองมีลักษณะอย่างไรจากการสังเกตจากลักษณะภายนอกของพวกเขา เช่น Keith ได้ทำนายผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่ว่า เธอเกิดในราศีพิจิก เล่นวอลเล่ย์บอลหรือว่ายน้ำ และน่าจะมีแฟนที่คบกันอยู่ประมาณ 2-3 เดือน ซึ่ง Keith สามารถทายได้ถูกต้อง เขาสังเกตจากพฤติกรรมที่ผู้หญิงคนนั้นเป็น จากลักษณะสีผิวของเธอ และทายว่าเธอเล่นเบสบอลซึ่งเขาก็สามารถทายได้ถูกต้อง และเขาได้ทำนายผู้ชายที่กำลังนอนตากแดดอยู่ในบริเวณสวนสาธารณะว่าน่าจะเกิดในราศีไม่พิจิกก็ธนู ซึ่งผู้ชายคนนี้เกิดในราศีธนู การสังเกตพฤติกรรม ลักษณะภายนอกโดย Keithทำให้เขาสามารถที่จะทายลักษณะของผู้ถูกทดลองได้ถูกต้อง อิทธิพลจากการสังเกตสร้างความเข้าใจในตัวบุคคลแต่ละคนได้

การทดลองเกี่ยวกับการจูบครั้งแรกของผู้ถูกทดลอง โดยที่ Keith จะให้ผู้ถูกทดลองคิดถึงช่วงของการจูบครั้งแรกของเธอ และเขาก็ทาย ซึ่ง Keith สามารถทายได้ถูกต้องตรงกับที่ผู้ถูกทดลองได้คิดไว้  โดย Keith อ่านจากสายตาของเธอ สามารถบอกได้เลยว่าผู้หญิงคนนี้จูบครั้งแรกตอนอายุเท่าไร ที่ไหน เมืองอะไร ลักษณะตอนที่จูบเป็นอย่างไร รวมถึงชื่อของจูบแรกของเธอที่เธอไม่เคยบอกกับใครมาก่อน

การทดลองการจับโกหก โดยส่วนใหญ่แล้วคนเราจะโกหกประมาณ 4 ครั้งต่อวัน การโกหกจะแสดงออกมาจากภาษากาย สายตา และความคิด โดยการทดลองนี้ Keith ทำการทดลองกับผู้ถูกทดลองที่เป็นตำรวจซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจับโกหก วิธีการในการทดลอง Keith จะให้ผู้ถูกทดลองยื่นมือมา 2 ข้างแล้วให้ผู้ถูกทดลองจินตนาการว่ากำลังกำวัตถุบางสิ่งบางอย่างไว้ในมือข้างใดข้างหนึ่งของเขา จากนั้น Keith จะทายว่าผู้ถูกทดลองกำวัตถุไว้ที่มือข้างไหน ขณะเดียวกัน Keith ก็จะจับโกหกผู้ถูกทดลองจากการที่เขาจับรายละเอียดทุกอย่าง ทั้งสายตา กล้ามเนื้อ ใบหน้าทุกส่วน  การที่ผู้ถูกทดลองพยายามกำมือและแม้กระทั่งการกลืนน้ำลาย รวมถึง Keith สามารถทำนายได้อีกด้วยว่าของที่ผู้ถูกทดลองจินตนาการว่าอยู่ในมือเขานั้นเป็นอะไรได้อีกด้วย

การทดลองการปลูกฝังความคิด Keith จะถามประวัติของผู้ถูกทดลองเกี่ยวกับชื่อ วันเดือนปีเกิด เพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยชื่ออะไร เจอกันตอนไหน คบกันมากี่ปี เป็นต้น จากนั้น Keith จะลูบท้ายทอยซึ่งเป็นสมองส่วน Temporal Lobe ค่อยๆ ไล้ขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงสมองส่วน Frontal Lobe จากนั้น Keith ก็ถามประวัติของผู้ถูกทดลองใหม่ แต่ปรากฏว่าผู้ถูกทดลองไม่สามารถจำเรื่องราวของตัวเอง หรือแม้กระทั่งตัวเองเขายังไม่รู้จัก หลังจากที่ถามเสร็จ ผู้ถูกทดลองรู้สึกสับสน Keith จึงแตะที่สมองบริเวณ Frontal Lobe และไล้ไปจนถึงท้ายทอย และถามประวัติของผู้ถูกทดลองอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าความจำเขากลับมาเหมือนเดิม เขาสามารถจำเรื่องราวของตัวเองได้เหมือนปกติ ซึ่งสิ่งนี้เกิดจากการใส่การรับรู้ลงไปในระดับจิตใจที่ลึกมาก Keith จึงสามารถชักจูงผู้ถูกทดลองได้

ตอนสุดท้ายหลังจากที่ Keith ได้ทดลองกับบุคคลหลายๆ กลุ่ม เขาได้เดินทางไปหาเด็ก อายุ 11 ขวบคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเด็กอัจฉริยะ ไม่เคยถูกอ่านใจหรืออ่านใจใครมาก่อนเลย Keith ทำการทดลองโดยที่ให้เด็กปิดตา และ Keith จะวาดภาพบางอย่างบนมือเขา หลังจากนั้น Keith ก็ให้เด็กเปิดตาและวาดบางอย่างลงบนมือของตัวเอง ซึ่งปรากฏว่าเด็กวาดภาพบนมือของเขาเหมือนกับภาพบนมือของ Keith โดยในตอนท้ายของวีดิทัศน์นี้ Keith ได้สรุปไว้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้อ่านใจคนอื่นได้ แต่เขาทำให้สิ่งคนที่อยู่รอบข้างอ่านใจเขาและทำตามในสิ่งที่เขาต้องการ

 

Foot in mouth

Foot in mouth
Foot in mouth

 

STAT 218

Psychological Statistics 1 : Hypothesis Testing

ชนิดของสมมติฐาน
1. สมมติฐานทางวิจัย (Research Hypothesis)
2. สมมติฐานทางสถิติ (Statistical Hypothesis)

การตั้งสมมติฐานทางสถิติ
"สมมติฐานหลัก (Null Hypothesis)" หรือ สมมติฐานว่าง สมมติฐานการสูญ หรือ สมมติฐานกลาง เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ Ho เป็นสมมติฐานที่กล่าวถึง ลักษณะของ ประชากร ใน 2 กรณีคือ
(1) คาดคะเนค่าประชากรว่าเป็นค่าใดค่าหนึ่ง 
(2) เป็นสมมติฐานที่เขียนแสดงว่าตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวนั้น "ไม่มีความสัมพันธ์" หรือ" ไม่มีความแตกต่างกัน"

"สมมติฐานเลือก (Alternative Hypothesis)" หรือสมมติฐานไม่เป็นกลาง เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ HA หรือ H1 ซึ่งแสดงความหมายในทางตรงกันข้าม คือไม่เท่ากัน แตกต่างกันหรือมีความสัมพันธ์กัน

 

"สมมติฐาน" หมายถึง ความเชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือ ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรืออาจกล่าวได้ว่า สมมติฐานเป็นสิ่งที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลคาดว่าจะเกิดขึ้น โดยที่ความเชื่อหรือสิ่งที่คาดนั้นจะเป็นจริงหรือไม่ก็ได้ เช่น
- เจ้าของร้านค้าปลีกคาดว่าจะมีกำไรสุทธิจากการขายสินค้าต่อปีไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท
- หัวหน้าพรรคการเมือง A .....คาดว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในคราวหน้า พรรคอื่นๆ จะได้ที่นั่งในสภาต่ำกว่า 50% ของทั้งหมด
- คาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อเดือนของประชากรในจังหวัดพิษณุโลกเท่ากับ 15,000 บาท

"การตั้งสมมติฐาน" หมายถึง การทดสอบสมมติฐานที่ได้ตั้งไว้ว่าสิ่งที่สมมติไว้นั้นเป็นจริงหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดหรือการตั้งสมมติฐานเพื่อการทดสอบ ซึ่งการกำหนดสมมติฐานเพื่อการทดสอบจะกำหนดเป็น 2 ชนิดเสมอ คือ
ก. สมมติฐานว่าง (Null Hypothesis) ซึ่งใช้สัญลักษณ์ 
ข. สมมติฐานทางเลือก (Alternative Hypothesis) ใช้สัญลักษณ์ 
การตั้งสมมติฐาน จะกำหนดให และอยู่ในลักษณะตรงข้ามกันเสมอ

 

 

การทดสอบสัดส่วนของประชากร

หัวเรื่อง 

  • การทดสอบสมมติฐานค่าสัดส่วน กรณี 1 กลุ่มประชากร 
  • การทดสอบสมมติฐานค่าสัดส่วน กรณี 2 กลุ่มประชากร

 

บทนำ 

                ค่าสัดส่วนเป็นค่าสถิติอย่างหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ทั่วๆ ไป  ในทางวิทยาศาสตร์สุขภาพอาจสนใจสัดส่วนของคนไข้ที่อาการดีขึ้น หรือหายจากโรค เมื่อได้รับการรักษาด้วยวิธีการอย่างหนึ่ง   การศึกษาเปรียบเทียบการให้การพยาบาลผู้ป่วยด้วยวิธีเดิม กับวิธีใหม่ว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแตกต่างกันหรือไม่ ฯลฯ  

การทดสอบสัดส่วนของประชากรที่จะกล่าวถึงนี้ จะแบ่งเป็น การทดสอบสมมติฐานค่าสัดส่วน กรณี 1 กลุ่มประชากร และการทดสอบสมมติฐานค่าสัดส่วน กรณี 2 กลุ่มประชากร

 


การทดสอบสมมติฐานค่าสัดส่วน กรณี 1 กลุ่มประชากร

                สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ สถิติทดสอบ Z

 

สมมติฐานที่ใช้ในการทดสอบ

การทดสอบแบบสองทาง

H0 : P = C

H1 : P ¹ C

                การทดสอบแบบทางเดียว

 

หรือ

 

H0 : P = C                                            H0 : P = C

H1 : P > C                                            H1 : P < C

 

 

 

 

 

 

สมมติฐานที่ใช้ในการทดสอบ

การทดสอบแบบสองทาง

 

หรือ

 

กรณีที่ 1                

H0 : P1 - P2 = 0                         H0 : P1 = P2

H1 : P1 – P2 ¹ 0                                     H1 : P1 ¹ P2

 

กรณีที่ 2                

H0 : P1 - P2 = a

H1 : P1 – P2 ¹ a

                * สำหรับเนื้อหาในกระบวนวิชานี้ จะกล่าวถึงเฉพาะการทดสอบค่าสัดส่วน กรณีที่ 1 เท่านั้น

 

                การทดสอบแบบทางเดียว

 

หรือ

 

H0 : P1 = P2                                          H0 : P1 = P2

H1 : P1 > P2                                          H1 : P1 < P2