นักจิตวิทยาเป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างและพัฒนาความรู้ในเชิงวิชาชีพและเชิงเป็นเหตุเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ (scientific and professional knowledge) เกี่ยวกับพฤติกรรมและการเข้าใจของมนุษย์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ตลอดจนการใช้ความรู้เหล่านั้นในการพัฒนาคุณภาพบุคคล องค์กร และสังคม นักจิตวิทยาต้องเคารพและปกป้องพลเรือนและสิทธิมนุษยชน รวมถึงความสำคัญของอิสระในการเรียนรู้ การแสดงออกในงานวิจัย งานสอน และสิ่งตีพิมพ์ นักจิตวิทยามุ่งช่วยเหลือผู้อื่นในการพัฒนาข้อวินิจฉัยที่มีการบอกกล่าว ตลอดจนเสนอทางเลือกในแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งนักจิตวิทยาอาจมีหลากหลายบทบาทแตกต่างกันไป อาทิ นักวิจัย นักการศึกษา ผู้วินิจฉัยโรค ผู้บำบัด ผู้ให้การปรึกษา ผู้ให้การดูแล ผู้บริหาร ผู้จัดการเชิงสังคม และพยานผู้ชำนาญการพิเศษ โดยหลักจรรยาบรรณนี้ได้กำหนดหลักพื้นฐานละมาตรฐานที่นักจิตวิทยาสามารถนำไปใช้สรรสร้างงานทั้งในเชิงวิชาชีพและเชิงวิทยาศาสตร์

หลักจรรยาบรรณนี้มุ่งที่จะนำเสนอมาตรฐานเฉพาะเพื่อครอบคลุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่นักจิตวิทยาจะต้องเผชิญ โดยมีเป้าหมายเพื่อปกป้องสิทธิสวัสดิภาพของผู้ที่รับบริการจากนักจิตวิทยา และเป็นการให้ความรู้แก่สมาชิกฯ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ถึงมาตรฐานความประพฤติทางจรรยาบรรณ

การประพฤติตนตามมาตรฐานจรรยาบรรณของนักจิตวิทยานี้ นักจิตวิทยาต้องมีการยินยอมและความพยายามในการประพฤติตนตามหลักจรรยาบรรณ อาทิ การสนับสนุนนักศึกษา ผู้ที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบ (supervisee, advisees) ลูกจ้าง และเพื่อนร่วมงาน ให้ประพฤติตนตามมาตรฐานจรรยาบรรณ ตลอดจนให้มีการปรึกษาหารือ กรณี ที่เกิดปัญหาด้านจรรยาบรรณ
 
อ่านต่อได้ในเอกสารภาษาอังกฤษ (ต้นฉบับ) โดยสมาคม APA
→ http://www.apa.org/ethics/code/principles.pdf
 
 
 
หลายๆ คนคงเคยพูดว่า "อย่าตัดสินนิสัยของใครจากสถานะที่เขาโพสต์ลงบนโลกออนไลน์"
 
แต่นักจิตวิทยาที่ทำงานวิจัยทางภาษาศาสตร์-จิตวิทยา (Psycholinguistics) กลับมีความคิดต่างออกไปว่า "คำที่มนุษย์โพสต์บนโลกออนไลน์ มันก็คือตัวแทนของความคิดเขาเองนั่นแหละ!"  (แถมมันยังจะเผยถึงบุคลิก, เพศ, และอายุของเจ้าของประโยคนั้นอีกด้วย — ซึ่ง 3 สิ่งนี้คือประเด็นที่ผู้วิจัยนำมาศึกษากัน ผมจะนำมาอธิบายในอีกไม่กี่ย่อหน้าถัดไปจากนี้ครับ) 
 
จากประโยคตัวหนาข้างบน สามารถกล่าวอีกนัยนึงก็คือ ม่มีใครที่ไหนมาบอกหรือบังคับว่าคนไหนต้องพิมพ์อะไรหรอก ดังนั้นข้อความต่างๆที่ปรากฏอยู่บนในเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ในบัญชีของบุคคลนั้นมันก็ต้องเกิดมาจากความคิดของคนคนนั้นเองสิ (คงไม่ใช่แมวตัวไหนมาพิมพ์อย่างที่หลายคนชอบโยนบาปไปให้มันเป็นแน่)... ทั้งนี้การศึกษาวิจัยฉบับก่อนๆ ที่ผู้วิจัยเรื่องนี้นำมาอ้างอิง คือมีการค้นพบว่า "ภาษา" (language) ที่เราใช้พูดและเขียนกันมาตั้งแต่อดีตมาจนถึง ณ ปัจจุบันนี้ ถือเป็นตัวกลางในการสื่อสาร โดยแปรสภาพจากสิ่งที่อยู่ในหัวสมองของเราว่า "เราคิดอะไรอยู่" ให้มันออกมาอยู่ในรูปแบบที่เป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นมา (เพื่อให้ผู้อื่นสามารถจับต้องความคิดนั้นได้) นั่นก็คือภาษาหรือข้อความที่เราใช้อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้เราเข้าใจตรงกันแล้วนะครับว่า "มนุษย์ใช้ภาษามาบรรยายความคิดของตนเอง"
 
เอาล่ะสิ... งานวิจัยฉบับนี้แลดูน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะนอกจากจะศึกษาเรื่องการใช้คำของมนุษย์บนโลกโซเชี่ยลมีเดียแล้ว เขายังปักหมุดชื่อหัวข้อวิจัยของเขาไว้เลยว่า "Personality, Gender, and Age in the Language of Social Media: The Open-Vocabulary Approach" ก็คือศึกษาถึง Personality, Gender และ Age ด้วย
 
สำหรับรายละเอียดก็มีอยู่ว่างานวิจัยทางจิตวิทยาฉบับนี้ ศึกษาข้อมูลจากการเก็บพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตัวเอง หรือที่นักข่าวชอบเรียกพวกนี้แบบติดตลกว่า "ชาวเน็ต" นั่นแหละครับ (ปกติเคยได้ยินแต่ชาวไทย ชาวสิงคโปร์ ชาวอเมริกัน ฯลฯ แต่สมัยนี้มี "ชาวเน็ต" เกิดขึ้นมาด้วยนะครับ ฮา) ผู้วิจัยได้ใช้ความรู้ทาง Psycholinguistics มาวิเคราะห์ว่าคำแต่ละคำที่คนเราเลือกใช้มาสื่อสารกันผ่านคอมพิวเตอร์ เป็นกระบวนการที่ผ่านการคิด แล้วจรดนิ้วจิ้มคีย์บอร์ดพิมพ์แต้กๆๆ ระบายออกมาเป็นชุดข้อความอันยาวเหยียดหรือสั้นๆก็ตามแต่ (ซึ่งมันประกอบด้วยกลุ่มคำต่างๆ) จากนั้นก็กดเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้กันทั้งบางนั้น มันสามารถเป็นตัวแทนที่สะท้อนบอกถึง "อะไรบางอย่าง" ที่อยู่ในจิตหรือความคิด (mind) ของคนคนนั้นได้ไหม Laughing 
 
ซึ่งผลก็คือ ได้จริงๆ ครับ เพราะถ้าหากคุณไม่คิดแล้ว คุณก็คงไม่พิมพ์ออกมาเป็นคำๆให้เห็นได้แน่นอน (อ่านได้ในกรอบสีฟ้าในรูปด้านล่างนี้) โดยมีงานวิจัยฉบับก่อนหน้ามารองรับทฤษฎีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้วด้วย
 
 
 
 
 
 
 
ดังนั้น ตัวงานวิจัยฉบับนี้จึงเน้นไปศึกษาในเรื่องบุคลิก (personalities) เพศ (gender) และ อายุ (age) โดยเจาะกลุ่มตัวอย่างไปที่ข้อมูลพฤติกรรมการใช้สื่อโซเชี่ยลทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก (เคยมีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่วิเคราะห์คำที่อยู่บนสื่อทวิตเตอร์มาแล้วซึ่งผลก็ออกมาสอดคล้องกับงานวิจัยที่เขาทำเช่นกัน) มีการเก็บรวบรวมทั้งประโยค, วลี, คำโดดๆ (ทั้งหมดนี้เป็น social message) จากจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊ก 75000 คน (ซึ่งเป็นผู้อาสาสมัครให้เข้าถึงข้อมูลได้) ทั้งข้อมูลพฤติกรรมการโพสต์สเตตัส การคอมเม้นท์ต่างๆ นานาเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค open-vocabulary ทำให้ผู้วิจัยสามารถแยกแยะบุคคลออกเป็นประเภทต่างๆ ได้จากกลุ่มคำ (word-category) ที่เขาใช้ 
 
อ่านถึงตรงนี้แล้ว อยากให้ดูแผนผังนี้ก่อนจะอ่านกันต่อไปครับ เพื่อให้เข้าใจคอนเซปต์กระบวนการวิจัยของเขา CLICK ดู เลย Smile
 
หลังจากเข้าไปดูแผ่นผังในลิงก์ข้างบนนี้มาแล้ว เราจะเห็นว่ามันเป็นแผนภาพอธิบายโครงสร้างการดำเนินงานวิจัยของเขา โดยเริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลจาก volunteer (โดยเก็บทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความของเขาบนโลกโซเชี่ยล และไปสอบถามข้อมูลประวัติส่วนบุคคลที่เป็นตัวเขาในโลกจริงๆด้วย ได้แก่ อายุ ที่อยู่ บุคลิกนิสัย สุขภาพ ฯลฯ) จากนั้นนำมาตีความหมาย และวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ในเชิงสถิติว่า "สิ่งที่คนโพสต์บนโลกไซเบอร์" มันเกี่ยวโยงเข้ากับ "ความเป็นจริงที่เขาเป็นอยู่จริงๆ" หรือไม่อย่างไร แล้วในที่สุดก็สรุปออกมาเป็นกราฟกลุ่มคำที่เข้าใจง่ายๆ ซึ่งเป็นคำที่บอกถึง 3 แง่มุมที่เขาเน้นศึกษา นั่นก็คือ บุคลิก เพศ และอายุ 
 
 
สรุป ผลการศึกษาพบว่า
 
 
- คำที่บุคคลพิมพ์และเผยแพร่บนสื่อโซเชี่ยลออนไลน์ส่วนตัวของเขาสามารถบ่งบอกถึงบุคลิกของเขาได้ เช่น คนที่ใช้คำในเชิงลบ (negative word) มักจะเป็นคนที่ชอบเก็บตัว มีภาวะซึมเศร้า (depress) มักโพสต์ว่าขี้เกียจจัง ซุ่มซ่าม สติวปิ้ด โลกนี้แลดูโหดร้ายเกินจะอาศัยอยู่ อะไรประมาณนี้ ในขณะที่มนุษย์ประเภทเอ็กโทรเวิร์ต (ชอบเข้าสังคม/เปิดตัว) มักจะใช้คำที่เกี่ยวกับสังคมอยู่เสมอๆ เช่น ปาร์ตี้ บาร์ ผับ ส่วนคนประเภทอื่นๆก็จะมีกลุ่มคำที่เขาชอบใช้เป็นประจำอยู่อีกแบบนึง ลองอ่านเพิ่มเติมตามลิงก์ไปเลย [[InfoPic-PERSONALITIES]]
 
- ลองมาดู กลุ่มคำ,ประโยค,หัวข้อพูดคุย ที่สามารถใช้บอกถึงความเป็นหญิงกับความเป็นชาย กันบ้าง พบว่าผู้หญิงมักใช้คำที่ดูสวยๆ น่ารัก / ในขณะที่ผู้ชายมักจะมีคำสบถนำมาก่อนเลยแฮะ [[InfoPic-GENDER]]
 
- ส่วน กลุ่มคำ,ประโยค,หัวข้อพูดคุย ที่สามารถใช้บ่งบอกถึงช่วงอายุ นั้นเป็นที่น่าสนใจมากๆ ครับ สังเกตว่าเมื่อถึงช่วงอายุนึงเราก็จะมีกลุ่มคำประเภทนึงเพิ่มเข้ามาในชีวิต เช่น วัยเด็กมักจะมีแต่คำว่า "ฉัน" "ของฉัน" เป็นหลักเลย หรือไม่ก็คำที่เกี่ยวกับการบ้าน เกม เป็นต้น พอโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็เริ่มที่จะเข้าสังคมมากขึ้น ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่น ซึ่งนั่นหมายความว่าบุคคลนั้นต้องลดความเป็นตัวตนของเขาลง สนใจคนอื่นให้มากขึ้น ทำให้เริ่มจะมีคำว่า "เรา" เพราะพูดในฐานะรวมคนอื่นด้วย ซึ่งคำว่า "เรา" นี่ยังบ่งบอกถึงเรื่องครอบครัวอีกด้วย เช่น ชีวิตคู่สมรสที่แต่งงานแล้ว หรือคนแก่ๆ ใช้เรียกรวมๆแทนสมาชิกในครอบครัว ขณะที่เด็กยังไม่ค่อยใช้ "เรา" กันมากนัก (อื้ม มันเป็นไปตามหลักจิตวิทยาจริงๆ) หรืออย่างคำว่า "ลูกสาว/ลูกชาย" นี่คนวัยกลางคนจะใช้เยอะ ส่วนถ้าสูงวัยมาหน่อย จะเริ่มพิมพ์คำว่า "หลานสาว/หลานชาย" มาให้เห็นแล้ว ส่วนเด็กจะมีการพิมพ์คำว่า "พ่อ/แม่" (ก็เป็นไปตามนั้น เด็กคงยังไม่คิดถึงเรื่อง "ลูกสาว/ลูกชาย" หรอกเนอะ) นอกจากนี้ยังพบว่าช่วงอายุระหว่าง 13-18 ยังเป็นช่วงที่ใช้คำที่เป็นภาษาคิกขุอาโนเนะกันเยอะมาก เช่น ฮี่ๆ รวมถึงสัญลักษณ์อีโมจิต่างๆ แต่เมื่อโตขึ้นก็จะเริ่มหายไปเอง [[InfoPic-AGE]] [[Graph]]
 
 
ป.ล. เอาพอหอมปากหอมคอครับ ใจความหลักๆ ก็เท่านี้  
สำหรับท่านใด สนใจใคร่รู้ในรายละเอียดและกระบวนการวิจัยพร้อมการวิเคราะห์ผลแบบละเอียด สามารถอ่านต่อได้จากเปเปอร์นี้ได้เลยคร้าบ
 
Embarassed
 
 
 
 

ความลับ(น่ารู้)ของเพศ

posted on 05 Nov 2013 08:59 by folkswaken in Psychology
 
 
เพราะอะไร "ชาย และ หญิง จึงต่างกันมากมาย"
แล้วเราเข้ากันได้อย่างไร?

นานมาแล้วที่ทั้งสองเพศ มักเถียงกันถึงข้อดี-ข้อด้อย ของฝั่งตรงข้าม
โดยใช้ตนเองเป็นพื้นฐาน แต่ทว่า นักวิทยาศาสตร์ได้นำความจริงมาแล้ว
เป็นเพราะ "เราอยู่คนละเพศ" นั่นเอง ดังนั้น ไม่ต้องมาเถียงกัน.. .

รู้ไว้ใช่ว่า....

1. เพศชายสนใจที่จะฟังปัญหาต่างๆ นานาของบ้านเมืองและสามารถจดจำรายละเอียดที่เป็น fact ได้ดีมาก เช่น ข่าว, ในขณะที่เพศหญิง ไม่ฟังเรื่องเหล่านั้น แต่จะให้ความสนใจและเลือกจดจำการสนทนาที่เกี่ยวกับ relationship

(การทดลองนาทีที่ 03:45 = ซ่อนกล้องในแท็กซี่แล้วให้หน้าม้าขับรถแล้วเล่าเรื่องต่างๆ จากนั้นผู้วิจัยนำผู้ทดลองเข้าห้องแล็บแล้วให้เล่าสิ่งที่คนขับรถแท็กซี่ได้พูดให้ฟัง)

2. เพศชายเกิดอาการ error (จำข้อมูลแทบไม่ได้) ทันทีที่ฟังข่าวจากผู้ประกาศหญิง แต่ถ้าฟังข่าวจากผู้ประกาศชายจะจำเนื้อหาได้ดีกว่ามาก

(การทดลองนาทีที่ 07:33 = ให้ผู้ทดลองดู TV ที่ผู้ประกาศข่าวเป็นผู้หญิงและชาย ปรากฏว่าเขาเล่าเรื่องที่นักข่าวหนุ่มพูดได้แม่น แต่พอให้เล่าเรื่องที่นักข่าวสาวพูดกลับไปจำว่าเธอใส่ชุดสีอะไร เซ็กซี่แค่ไหน บลาๆๆ)

3. เพศชายกล้าตอบแบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมทางเพศตามจริง  ในขณะที่เพศหญิงจะโกหกว่าเธอเคยมี sex มาแล้วกี่ครั้งน้อยกว่าความจริง

(การทดลองนาทีที่ 09:37 = ให้หน้าม้าไปสุ่มถามรายบุคคลในย่านชุมชนแห่งหนึ่ง แล้วจากนั้นนำเขามาเข้าเครื่องจับเท็จ ปรากฏว่าผู้หญิงเมื่อเข้าเครื่องจับเท็จแล้วจึงกล้าพูดความจริงว่าเคยมี sex มากกว่าที่ตอบในแบบสอบถาม)

4. เพศหญิงมีความคิดและมุมมองต่อเพศตัวเองว่า เป็นเพศที่ชอบช่วยเหลือคน จิตใจอ่อนไหว เห็นอกเห็นใจ ห่วงใยผู้อื่น (ซึ่งในความเป็นจริง ก็เป็นจริงตามนั้น!)

(การทดลองนาทีที่ 12:33 = ผู้วิจัยนำหน้าม้าที่เป็นเด็กน้อยน่าสงสารไปนั่งมุมตึกที่ผู้คนพลุกพล่าน แกล้งทำเป็นพลัดหลงจากพ่อแม่ ปรากฏว่าผู้หญิงเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใยแม้ไม่รู้จักกัน โดยมีรายหนึ่งได้ร่วมนั่งอยู่เป็นเพื่อนเด็กสาวเลยทีเดียว ในขณะที่เพศชายมองผ่าน มีบางคนอาจเดินเข้ามาคุยทักทายเฉยๆ)

5. เพศหญิงคิดว่าคนเราควรจะแสดงออกด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าการใช้คำพูด (ในขณะที่เพศชายคิดตรงกันข้าม)

(เข้าห้องแล็บนาทีที่ 19:15)

6. สมองของเพศหญิง เล็กกว่า เพศชาย

(ดูภาพนาทีที่ 22:25)

7. เพศหญิงแยกแยะประสาทต่อ"การรับรู้เสียง"ได้ดีกว่าเพศชาย

(การทดลองนาทีที่ 23:40 = ผู้วิจัยได้ให้ผู้รับการทดลองสวมเฮดโฟน โดยให้ฟังคำที่ดังออกมาจากทั้งฝั่งหูซ้ายและฝั่งหูขวา ซึ่งเป็นคนละคำกัน ปรากฏว่าผู้ชายนั้นเลือกจับคำมาได้แค่ฝั่งเดียว ในขณะที่ผู้หญิงรับรู้ได้ทั้งสองคำในเวลาเดียวกัน โอ้ แม่เจ้าา!!)

8. เพศชายรักการแข่งขัน ชอบความท้าทาย การเอาชนะ ในขณะที่เพศหญิงรู้สึกเฉยๆ ต่อการแข่งขัน-ต่อสู้

(การทดลองนาทีที่ 25:56 = ผู้วิจัยได้ให้ผู้รับการทดลองไปขับรถแข่งกับเพื่อนๆ โดยเขาจะมีกราฟบอกระดับฮอร์โมนของชายและหญิงด้วย เจ๋งดี และจากนั้นให้ไปเล่นหมากรุกกับเด็กนาทีที่ 28:25 ก็ปรากฎว่ายังรักที่จะเอาชนะ แม้ว่าคู่ต่อสู้เป็นเด็ก!)

9. เพศหญิงมีความสามารถในการเลี้ยง/ดูแลเด็ก ได้เก่งกว่า เพศชาย

(การทดลองนาทีที่ 31:24 = ให้ผู้เข้ารับการทดลองไปเลี้ยงทารกตัวเป็นๆ เลย ไปเปลี่ยนผ้าอ้อม ไปหยอกล้อเล่นกับเด็ก แอดมินตลกตรงผู้ชายเปลี่ยนผ้าอ้อมนี่หละครับ เก้ๆกังๆ จริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า)

10. เพศชายมีความสามารถในการวิ่งได้เร็วกว่าเพศหญิง โดยให้สังเกตที่นิ้วมือได้เลย โดยแบมือ เหยียดนิ้วให้ตรง จะพบว่า เพศชายจะมีนิ้วนางยาวกว่านิ้วชี้ (ในขณะที่เพศหญิงนิ้วชี้ยาวกว่านิ้วนาง) และในทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่มีนิ้วนางยาวกว่าจะวิ่งได้เร็วกว่า

(การทดลองนาทีที่ 34:34 = เชิญให้นักกีฬาโนเนมมาวิ่งแข่ง แล้วให้นักวิทย์คนหนึ่งเดาว่าคนไหนวิ่งได้เร็วสุด? ซึ่งเขาก็ทำนายได้จากการดูแค่เพียง "นิ้วนางเทียบนิ้วชี้" เท่านั้น และผลก็ออกมาตรงเผง คนที่นิ้วนางยาวสุดวิ่งเร็วที่สุด แอดมินถึงกับทึ่งเลย ความรู้ใหม่จริงๆ)

11. เพศหญิงมีความสามารถในการจับคู่การเชื่อมโยง(สิ่งที่นำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง)ได้แย่กว่าเพศชาย ซึ่งส่งผลไปให้เพศหญิงขับรถได้แย่กว่าเพศชาย

(การทดลองนาทีที่ 41:00 = ให้นักกีฬามาวิ่ง แล้วให้นักวิทย์คนหนึ่งเดาว่าคนไหนวิ่งได้เร็วสุด? ซึ่งเขาก็ทำนายได้จากการดูแค่เพียง "นิ้วนางเทียบนิ้วชี้" เท่านั้น และผลก็ออกมาตรงเผง คนที่นิ้วนางยาวสุดวิ่งเร็วที่สุด แอดมินถึงกับทึ่งเลย ความรู้ใหม่จริงๆ)
 
 
สรุป
 
"Secrets of the Sexes" -สารคดีเรื่องนี้ ควรดูมากๆ เนื้อหาดีจริงๆ
เป็นการทดลองกับมนุษย์ในเรื่อง "ความแตกต่างของเพศชายและหญิง"
โดย BBC ได้นำตัวอย่างของมนุษย์เพศชายและเพศหญิง เพศละ 5 คน
จากหลากหลายอาชีพ มาเข้าร่วมวิจัย ถึงความแตกต่าง ทั้งความคิด
บุคลิก ลักษณะ ความสัมพันธ์ ฯลฯ

ซึ่งการทดลองเน้นศึกษาถึง "ระบบสมอง" ด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์
มีทั้งให้เข้า Lab ทดลองฟังเสียง, ขับรถสี่ล้อ, ขับรถเครน, เลี้ยงเด็ก,
และอื่นๆ ที่จะได้เห็นในสารคดีเรื่องนี้ ดูแล้วจะ "เข้าใจเพศตรงข้ามเรา"
มากขึ้นเยอะเลยทีเดียว :D

(ใครฟังอังกฤษไม่ออกก็ดูภาพตามไปได้ครับ 555 พี่สรุปไว้ให้แล้วด้านบน 5 ข้อ แต่รายละเอียดเพิ่มเติมก็ลองหัดแปลเอาจากในวิดีโอนะคร้าบ สู้ ๆ)